การเลือก Freight Forwarder ให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ

Freight Forwarder

หากคุณกำลังมองหา Freight Forwarder เพื่อมาช่วยลดขั้นตอนหรือเพิ่มประสิทธิภาพ ด้านการนำเข้า-ส่งออก ให้กับธุรกิจ แน่นอนว่าการกำหนดคุณสมบัติคร่าว ๆ เบื้องต้น น่าจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เราได้พบกับ ผู้ให้บริการที่เหมาะกับธุรกิจและงานของเราได้ง่ายขึ้น หรืออย่างน้อยก็น่าจะพอช่วยลดหรือบรรเทาปัญหาจากงานที่เรายังไม่ชำนาญได้นั่นเอง

Freight Forwarder คือ ผู้อำนวยความสะดวกด้านธุรกรรมการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศให้แก่ผู้นำเข้า-ส่งออก ซึ่งควรมีขอบข่ายการให้บริการตั้งแต่ การรับ-ส่งสินค้า ให้คำแนะนำปรึกษา จองระวางทางเรือ เครื่องบิน จัดหารถบรรทุก ประกันภัย ออกใบตราส่ง ผ่านพิธีการศุลกากร ฯลฯ

ทีนี้ลองมาดูกันว่าปัจจัยใดบ้างที่จะช่วยให้เราได้ผลลัพธ์ตรงตามความต้องการ โดยไม่ยุ่งยากจนเกินไป

สารบัญ

Freight Forwarder จะต้องมีบริการที่สอดคล้องกับธุรกิจของเรา

เพื่อประโยชน์ใน การเลือก Freight Forwarder ให้ตรงกับความต้องการของผู้นำเข้า-ส่งออก ให้มากที่สุดนั้น สิ่งที่เราควรจะนำมาพิจารณาเป็นลำดับต้น ๆ ก็คือ บริการพื้นฐานของบริษัท มีความสอดคล้องกับธุรกิจของเรามากน้อยแค่ไหน โดยบริการมาตรฐานในปัจจุบัน ประกอบไปด้วย

บริการ Sea Freight

เป็นการขนส่งทางเรือ หรือ การขนส่งทางทะเล ซึ่งมีต้นทุนค่าระวางต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับการขนส่งรูปแบบอื่น เหมาะกับการนำเข้า-ส่งออกสินค้า ที่ไม่ต้องคำนึงถึงระยะเวลาในการขนส่งมากนัก โดยควรจะมีบริการทั้งแบบ

  • LCL (Less than container load) หมายถึง ในกรณีที่สินค้ามีปริมาณน้อย ควรจะจัดส่งแบบไม่เต็มตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งการให้บริการมีทั้งสำหรับสินค้าทั่วไป (General Cargo) และสินค้าอันตราย (DG Cargo)
  • FCL (Full container load) คือ การขนส่งแบบเต็มตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งมี ขนาดตู้คอนเทนเนอร์ ให้เลือกใช้หลากหลายชนิด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ตลอดจนขนาดและปริมาณของสินค้าด้วย
General Purpose / Dry Container

เป็นตู้คอนเทนเนอร์สำหรับบรรจุสินค้าทั่วไป หรือตู้แห้ง ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับทักษะและประสบการณ์ของผู้ใช้

⇒ ภาพตัวอย่าง (ตู้แห้ง)

Refrigerator / Reefer Container

ตู้คอนเทนเนอร์ที่เป็นตู้เย็น สำหรับบรรจุสินค้าแช่แข็ง หรือของสดเสียง่าย (Perishable) ที่จำเป็นต้องรักษาความสดใหม่ ⇒ ภาพตัวอย่าง (ตู้เย็น)

Special Equipment Container

ตู้คอนเทนเนอร์ชนิดพิเศษ ซึ่งมีทั้งตู้ Open Top สำหรับบรรจุสินค้าขนาดใหญ่น้ำหนักมากซึ่งจำเป็นต้องใช้เครนในการโหลดจากด้านบน และตู้ Flat Rack สำหรับบรรจุสินค้า Oversize เป็นต้น

ซึ่งนอกจากบริการ LCL และ FCL แล้ว การพิจารณาผู้ให้บริการที่มีความสามารถในการจัดการขนส่งทางเรือ ยังน่าจะครอบคลุมถึงการขนส่งสินค้าที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ เช่น ส่วนประกอบของโรงงานอุตสาหกรรม ใบพัดกังหันลมขนาดใหญ่ รถเครนขนาดใหญ่ ฯลฯ ซึ่งไม่สามารถขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์ และสินค้าที่ปริมาณมาก ๆ อย่างสินค้าเทกอง (Bulk) อย่างเช่น แร่ ถ่านหิน น้ำตาล เป็นต้น

บริการ AirFreight

แม้ว่าการขนส่งทางอากาศหรือทางเครื่องบิน จะมีค่าระวางสูงกว่าการขนส่งชนิดอื่น แต่พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า โอกาสที่สินค้าจะเสียหายระหว่างการขนส่งกลับน้อยที่สุด ทั้งยังช่วยลดปัญหาและคลายความตึงเครียดระหว่างผู้นำเข้า-ส่งออก กับคู่ค้า ในสถานการณ์ที่การขนส่งสินค้าจำเป็นต้องแข่งขันกับเวลา ได้เป็นอย่างดี

สำหรับรูปแบบการขนส่งสินค้าทั่วไปทางเครื่องบิน จะถูกจัดเป็นยูนิต คล้ายกับการขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์ทางเรือ โดยสินค้าจะถูกบรรจุอยู่ในตู้บรรจุสินค้าของสายการบิน (ULD: Unit load device) แบ่งเป็น 2 ประเภท

ตู้บรรจุสินค้าหรือคอนเทนเนอร์ (Containers) และ แผ่นจัดวางสินค้า (Pallets) โดยมักจะขนส่งไปพร้อมกับเครื่องบินโดยสาร (Passenger) หรือเครื่องบินบรรทุกสินค้า (Freighter) สำหรับสินค้าที่มีขนาดใหญ่เกินกว่ายูนิตขนาดมาตรฐาน เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนของเครื่องจักรขนาดใหญ่ เป็นต้น

บริการ Customs Clearance

งานผ่านพิธีการศุลกากร หรือที่เรามักนิยมเรียกกันติดปากว่า  “งานชิปปิ้ง”  ซึ่งคำว่า  “ชิปปิ้ง”  ที่พูดถึงนี้ก็คือ ตัวแทนที่จะมาทำหน้าที่เคลียร์สินค้าแทนผู้นำเข้า-ส่งออกนั่นเอง โดยงานผ่านพิธีการศุลกากร ทั้งในส่วนของขาเข้า-ขาออกนั้น จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ กฎหมาย รวมถึงประกาศต่าง ๆ ที่ทาง กรมศุลกากร และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้ ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน

พิธีการขาเข้า

⇒ ให้คำปรึกษาและบริการขึ้นทะเบียนผู้นำเข้า
⇒ บริการขอใบอนุญาต ก่อนการนำเข้าสินค้ากับทาง กรมประมง  อย.  สมอ.    กรมสรรพสามิต  ฯลฯ
⇒ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับพิกัดอัตราศุลกากร-อัตราอากรขาเข้า ที่เหมาะสม
⇒ การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าระหว่างประเทศ เพื่อลด-ยกเว้นอัตราอากร

พิธีการขาออก

⇒ บริการขึ้นทะเบียนผู้ส่งออก จัดทำเอกสารประกอบพิธีการขาออก
⇒ บริการขอใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า(C/O : Certificate of Origin)
⇒ บริการขอใบรับรองปลอดศัตรูพืช (Phytosanitary certification)
⇒ บริการรับรองเอกสารกับทางสถานฑูต (Legalize certification)
⇒ บริการขอใบอนุญาตกรมศิลป์ฯ ในการส่งออกพระพุทธรูป
⇒ บริการยื่นขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร ฯลฯ

พิธีการตรวจปล่อยสินค้า

ในบางครั้งเมื่อพบเจอปัญหาใด ๆ ขณะที่สินค้ายังอยู่ในอารักขาของทางศุลกากร ผู้ให้บริการควรสามารถให้คำแนะนำ และประเมินสถานการณ์ พร้อมชี้แนะแนวทาง เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้กับผู้นำเข้า-ส่งออกได้อย่างทันท่วงที

บริการ Trucking

บริการจัดหารถหัวลาก (Trailer), รถกระบะ (Pick-up), รถบรรทุก 6 ล้อ, 10 ล้อ สำหรับรับขนส่งสินค้า ระหว่าง โรงงาน หรือโกดัง กับ ท่าเรือ(Sea Port) หรือท่าอากาศยาน (Air Port) รวมถึงการจัดหาและให้บริการรถที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ เช่น Lowbase – Lowboy

Door to Door Service

คือ การขนส่งสินค้าแบบ ถึงประตูบ้าน หรือ ถึงประตูโรงงาน เป็นบริการแบบเหมาจ่าย ซึ่งมักจะครอบคลุมธุรกรรมด้านการนำเข้า-ส่งออกทั้งหมด ตั้งแต่ต้นทางจนถึงมือผู้รับปลายทาง เป็นอีกหนึ่งบริการที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้บริการที่เน้นความสะดวกสบาย เทคนิคในการเลือก Freight forwarder ที่สามารถให้บริการแบบ Door to Door Service จึงควรพิจารณาบริษัทที่มีเครือข่ายอยู่ในหลายประเทศ

โดยบริการพื้นฐานที่กล่าวมาข้างต้น ผู้ให้บริการที่ได้มาตราฐานจะต้องให้บริการได้ทั้งในส่วนขาเข้าและขาออก ทั้งนี้ยังมีบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องอีก เช่น ทำประกันภัยสินค้า, Packing, บรรจุ Pallet, Fumigation ฯลฯ  ซึ่งหากมีให้บริการด้วยก็จะช่วยเสริมสร้างความสะดวกสบาย และเพิ่มประสิทธิภาพของงานบริการได้เป็นอย่างดี

องค์ประกอบพื้นฐานของบริษัท ฯ ที่มีประสิทธิภาพ

เมื่อเราได้ Freight Forwarder ที่มีบริการตรงตามสเปคงานที่เราต้องการแล้ว สิ่งที่เราควรพิจารณาเพิ่มเติมในลำดับถัดมาก็คือ ผู้ให้บริการรายนั้นมีองค์ประกอบพื้นฐานอะไรบ้างที่สามารถสนับสนุน ส่งเสริมบริการต่าง ๆ ที่เราต้องการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิเช่น

International Alliance Network

เครือข่ายพันธมิตรในต่างประเทศ ซึ่งช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนธุรกรรม ทั้งฝั่งผู้นำเข้า-ส่งออก ให้สามารถก้าวพ้นปัญหาและอุปสรรคบางอย่างที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพิธีการศุลกากรท้องถิ่น กฎระเบียบด้านการขนส่งของแต่ละประเทศ ตลอดจนความรู้ความเข้าใจในการจัดการ และความสามารถที่จะออกใบตราส่งสินค้าชนิดต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับข้อกำหนดของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ

Data Technology

ในปัจจุบัน บริษัทฯ รุ่นใหม่ มักมีการนำเทคโนโลยีทางด้าน IT เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพงาน-ด้านการให้บริการข้อมูลกับผู้นำเข้า-ส่งออก เพื่อให้สามารถทำการตรวจสอบข้อมูลการขนส่งย้อนหลังได้ ซึ่งจะทำให้ผู้นำเข้า-ส่งออกสามารถต่อยอดและวางแผนการขนส่งได้อย่างมีคุณภาพ

One-Stop Service

การจัดให้มีการให้บริการแบบครบวงจรนั้น จะช่วยลดเวลา สร้างความสะดวกสบาย ทำให้ลูกค้าไม่ต้องติดต่อหรือประสานงานหลายๆ แห่ง ตลอดจนสามารถช่วยให้เห็นภาพรวมของงานทั้งหมดได้ดีขึ้น

คนที่เราจะทำงานด้วย

เมื่อทราบแล้วว่าองค์ประกอบพื้นฐานของบริษัท Freight Forwarder ที่ดี จะมีส่วนช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับบริการต่าง ๆ ที่ธุรกิจของท่านต้องการ แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรจะมองข้าม เพื่อใช้พิจารณาผู้ให้บริการนั่นก็คือ “ทีมบุคลากร” ที่จะคอยช่วยประสานงานและขับเคลื่อนบริการต่าง ๆ ให้ได้ผลลัพพ์ ตรงตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งคุณลักษณะของทีมงานที่ดีน่าจะประกอบได้ด้วย

  • Competency มีความสามารถในการนำทักษะและประสบการณ์ต่าง ๆ มาช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด
  • Speedy การให้บริการด้วยความรวดเร็ว
  • Service Mind มีความเอาใจใส่ในการให้บริการ
  • Teamwork ที่เข้ากันได้ จะช่วยลูกค้าประหยัดเวลา และเห็นภาพรวมของงานได้อย่างชัดเจน

สรุป

ด้วยความที่เรามีความเชื่อว่า การเลือก Freight Forwarder ที่ดีและมีคุณภาพนั้น ไม่ได้มีสูตรตายตัว เนื่องจากมาตรฐานและความต้องการของแต่ละธุรกิจก็แตกต่างกัน คำตอบจึงน่าจะค่อย ๆ ปรากฎชัดขึ้น ณ ช่วงเวลาที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน หรือร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหา

ปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้จะมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างมุมมองใหม่ ๆ เพื่อให้ธุรกิจของคุณสามารถ ปั้น เสริม เติม แต่ง ธุรกรรมด้านการนำเข้า-ส่งออก ได้เป็นอย่างดีและมีคุณภาพ

ขอบคุณครับ.